6 กลยุทธ์ต้องรู้ในการทำ E-commerce Marketing

Posted on 09/22/21
View: 128

E-commerce Marketing คือ วิธีทำการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจออนไลน์ โดยการสร้างโฆษณาดึงดูด

คนไปยังร้านค้าออนไลน์ ทั้งบนเว็บไซต์ หรือ E-marketplace โดยการทำ Digital Content หรือการทำโฆษณาบน

Search Engines รวมไปถึง E-mail Marketing เป็นต้นการทำ E-commerce Marketing ให้ประสบความสำเร็จ

เราไม่สามารถเลือกใช้แค่เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง หรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งได้ แต่ต้องรวมทุกช่องทาง

เข้าด้วยกัน ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปิดรับสื่อที่หลากหลาย และเราต้องเชื่อมต่อกับพวกเขาให้ได้ในทุกๆ ช่องทาง

E-commerce Marketing Strategy : 6 กลยุทธ์สำคัญที่ต้องลงมือทำทันที

1. ต้องรู้จัก sales funnel หรือการวางกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่ touch point แรกที่ลูกค้าเห็นโฆษณาของเรา

ไปจนถึงขั้นตอนที่พวกเขาตัดสินใจซื้อ โดยเลือกใช้สื่อให้เหมาะกับแต่ละช่องทางการขาย

Awareness — ทำให้แบรนด์/สินค้าให้เป็นที่รู้จัก : เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ยังไม่รู้จัก

แบรนด์หรือสินค้าของเรา เหมาะสำหรับใช้เปิดตัวสินค้าใหม่ เพื่อ “สร้างการรับรู้” ในวงกว้าง เครื่องมือการตลาดที่ใช้ในช่วงนี้

ต้องเน้นเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ (Mass Target) และสามารถสร้างกระแส ทำให้เกิดการพูดถึงได้อย่างดี เช่น Facebook Ads,

YouTube Ads หรือ Influencer Marketing เป็นต้น

Consideration — กระตุ้นให้เกิดความรู้สึก “อยากได้”: การสื่อสารในช่วงนี้เป็นการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

โดยเครื่องมือการตลาดที่ใช้ต้องเน้นกระตุ้นให้คนเห็นสินค้าของเราซ้ำ ๆ และสร้าง traffic ไปยังเว็บไซต์ หรือ ช่องทางออนไลน์ที่เรามี

และสามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้น ๆ เพิ่มเติมได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของเรา

Conversion — ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ “ทันที”: ขั้นตอนนี้เราจะสื่อสารกับลูกค้าที่รู้จักและมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของเราระดับหนึ่งแล้ว

และเราต้องการทำให้พวกเขาตัดสินใจซื้อทันที อาจใช้การโฆษณาที่โชว์อยู่บนหน้าเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ในระหว่างที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจได้

2 .รู้จักลูกค้าให้มากขึ้นด้วยการทำ E-Commerce Tracking หรือการติดตามพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าบนช่องทางออนไลน์ของเรา

โดยอาจใช้เครื่องมือช่วยเช่น Google Analytics สามารถเก็บข้อมูลเชิงสถิติของคนที่เข้าเว็บไซต์  ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการช้อปปิ้งของลูกค้า

ติดตามจำนวนครั้งของการสั่งซื้อสินค้าที่เกิดขึ้น (Transaction Tracking) และนำข้อมูลตัวเลขมาวิเคราะห์ เพื่อนำไปต่อยอดและใช้ปรับปรุงธุรกิจ

ต่อไปได้ เช่น ออกแคมเปญใหม่ ออกสินค้าใหม่ หรือแม้กระทั่งการเลือก influencer ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเราได้ด้วย

3.เลือกใช้ Metrics วัดผลแคมเปญการตลาดอย่างชาญฉลาด เช่น

CTR (Click Through Rate) – วัดจำนวนคนสนใจโฆษณาของเรา

CVR (Conversion Rate) – วัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโฆษณา เช่น ยอดการสั่งซื้อ ยอดการสมัครสมาชิก

CPA (Cost per acquisition) – วัดความคุ้มค่าในการลงทุนเมื่อเทียบกับการได้ลูกค้ามา

Basket Size – วัดมูลค่าเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ 1 ครั้ง

ROAS (Return on Ads Spending) – วัดผลตอบแทนจากการลงโฆษณา

4.ออกแบบโฆษณาให้ขายสินค้าได้จริง (ไม่ใช่แค่สวย) แต่ต้องไปให้ถึง Great Design คือเพิ่ม conversion rate

ให้กับธุรกิจได้ด้วยความแตกต่างระหว่าง 2 สิ่งนี้ก็คือ

Good Design พูดแทนแบรนด์ แต่ Great Design พูดแทนใจลูกค้า ไม่จำเป็นต้องบอกว่าสินค้าของเราดีอย่างไร

บอกแค่ว่า “ถ้าซื้อสินค้าหรือบริการของเราจะช่วยให้ชีวิตเค้าดีขึ้นยังไง”

Good Design เน้นให้เกิดความประทับใจ แต่ Great Design เน้นให้เกิด Action

Good Design มักสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น เช่น มี animation เจ๋งๆ หรือ UI ที่สะดุดตา

แต่สำหรับ Great Design นั้นแทบไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามันคือการออกแบบ แต่เป็นการออกแบบที่

ทำให้เห็นแล้วเกิดการตีความ ตอบสนอง และดำเนินการทันที เช่น การออกแบบตำแหน่งและสีสันของ

ปุ่มต่าง ๆ ที่ทำให้คนคลิกสั่งซื้อมากขึ้น เป็นต้น

5.ออกแบบกลยุทธ์สำหรับแต่ละช่วงเวลา (Timing) ควรมีแผนการตลาดเฉพาะสำหรับแต่ละช่วงเวลาหรือวันพิเศษ

ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนจัด special promotion days เช่น Double Digit Day (9.9, 11.11 ฯลฯ), Brand Day (วันครบรอบของแบรนด์)

, Seasonal Holiday (คริสต์มาส,ปีใหม่ ฯลฯ) ควรติดต่อกับ key account manager ของ Marketplace Platform นั้นๆเพื่อเข้าร่วมและ

ตกลงรายละเอียดการจัดทำแคมเปญส่วนลด, voucher หรือข้อเสนอพิเศษอื่นๆที่สามารถทำได้เพื่อกระตุ้นยอดขายและการ

ประชาสัมพันธ์แคมเปญจาก Marketplace Platform ต่างๆ

6.อย่าลุยเดี่ยว ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เพราะการทำ E-commerce marketing ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายด้าน

การเริ่มต้นทั้งหมดด้วยตัวเองอาจจะทำให้เราออกสตาร์ทได้ช้ากว่าคู่แข่ง แต่จะดีกว่าถ้าทำงานร่วมกันเป็น “ทีม” และแบ่งความรับผิดชอบกันไป เช่น

การ Create Content Selling: ต้องเขียนเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์ต่อการขาย และทีมการตลาดจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่จะ

สร้างสรรค์คอนเทนต์ให้ดึงดูดความสนใจได้มากขึ้น โดยจำเป็นต้องเลือกช่องทางการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับเส้นทางของกลุ่มเป้าหมายด้วย

การใช้ซอฟต์แวร์การตลาดแบบ All-in-One หรือ ซอฟต์แวร์แบบครบวงจร: เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถช่วยเหลือ Pain Point ของธุรกิจได้

เช่น การลงทะเบียน/loginเพียงครั้งเดียวเพื่อลดความยุ่งยากในการสมัครสมาชิก/สั่งซื้อสินค้า, การใช้ Voice Search หรือการสั่งซื้อสินค้าด้วยเสียง,

การตอบคำถามลูกค้าได้ทันทีด้วย Chatbot หรือแม้กระทั่งการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า/สมาชิกลงในระบบ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ในการวิเคราะห์

พฤติกรรมของผู้บริโภคหรือสร้างความประทับใจในการนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าคนนั้น

การออกแบบและการยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย: นอกจากการออกแบบสินค้าให้โดดเด่นสะดุดตาแล้ว การยิงสื่อโฆษณาให้ตรงกับ

กลุ่มเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ จากการวิจัยโดย Digital Connections พบว่าผู้คน 49% จะไม่สนใจหากรู้สึกว่าโฆษณานั้นไม่ตรงกับความ

ต้องการของตน ขณะที่ 36% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามกลับมา มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ส่งข้อความหรือโฆษณาที่เหมาะสมกับคนๆนั้น

นอกจากนี้การที่ลูกค้าคลิกโฆษณาเข้ามาที่หน้าเว็บแล้วนั้นก็ควรเพิ่มความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าและชำระเงินได้ด้วย

การวิเคราะห์วิจัยการตลาด (Market Research Analyst): ต้องสามารถนำข้อมูลที่มีมาสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับ

ธุรกิจ รวมถึงการนำข้อมูลไปปรับทำกลยุทธ์ต่างๆทางการตลาดได้แบบทันท่วงทีสามารถช่วยให้คุณปิดการขายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

บทความอื่นๆ

5 ทริค สะกิดความคิดสร้างสรรค์

เราจะคิดงานหรือสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ......

ผลิตภัณฑ์ และบริการ ไหนบ้าง? ที่ยื่นขอ มอก.เอส ได้

“มอก.เอส” หรือ มาตรฐานอุตสาหกรรมเอส เป็นเครื่องหมายการันตีและรับรองมาตรฐาน...

GMP คืออะไร ที่นี่..มีคำตอบ

อาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน......

SMEs ต้องรู้ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคด้วยเครื่องหมาย อย.

มาตรการจัดซื้อจัดจ้าง.......

ดูบทความอื่นๆ