วิธีเลือกช่องทางมัดใจนักช้อประหว่าง Website VS E-Marketplace

Posted on 11/4/21
View: 422

ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นมา ทำให้เทรนการช้อปปิ้งออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เราได้เห็นนักช้อปออนไลน์ทั่วโลก สั่งซื้อสินค้าจากหลากหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น Website  หลักของแบรนด์หรือแม้กระทั่ง  E-Marketplace ต่างๆ เช่น Shopee, Lazada ที่แข่งขันกันออกโปรโมชั่นทุกเดือนให้กับเหล่านักช้อป ทั้ง 9.9, 10.10 เป็นต้น ซึ่งบางกลุ่มจะเลือกช้อปจาก  E-Marketplace เท่านั้น ในขณะที่บางกลุ่มก็เลือกซื้อสินค้าจาก Websiteหลักของแบรนด์ ทำให้ผู้ประกอบการหลายคนต่างก็สงสัยว่าเราควรเลือกช่องทางไหนกันแน่ ก่อนจะเริ่มตัดสินใจควรศึกษาปัจจัยที่ทำให้นักช้อปเลือกซื้อสินค้าในแต่ละช่องทางก่อน

3 ปัจจัยของการมี Website หลัก

1. ช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตในตลาด นอกจากนักช้อปจะได้รับประสบการณ์การการเลือกซื้อที่ดีกว่าตั้งแต่เลือกดูสินค้า ไปจนถึงบริการหลังการขายนั้น ยังมีปัจจัยหลักที่นักช้อปออนไลน์เลือกซื้อสินค้าจาก Websiteหลักของแบรนด์ อีก 4 ปัจจัยดังนี้:

• Authenticity: ความน่าเชื่อถือในด้านข้อมูล และความมั่นใจในคุณภาพสินค้า

• Immersion: ลูกค้าเข้าถึงความเป็นมาของแบรนด์ (Brand DNA)

• Facilitation: สามารถเปรียบเทียบรายคุณสมบัติและรายละเอียดของสินค้าแต่ละรุ่นได้ง่ายกว่า ทำให้ตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น

• Convenience: สะดวกสบายตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้าจนกระทั่งถึงขั้นตอนการชำระเงิน

2. ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคา นักช้อปส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Website หลักของแบรนด์เพราะเชื่อมั่นว่าสินค้าเป็นของแท้แน่นอน มีการรับประกันหลังการขาย ละหากสินค้ามีความเสียหายสามารถร้องเรียนกับแบรนด์ได้โดยตรง ทำให้เหล่านักช้อปหลายคนเต็มใจที่จะจ่ายในราคาที่สูงกว่าโดยเฉพาะสินค้าประเภทเทคโนโลยี, อุปกรณ์ไฟฟ้า, สินค้าเพื่อความสวยงาม เช่น เสื้อผ้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักช้อปในเรื่องคุณภาพของสินค้า ควรมีบริการหลังการขายที่ดี เช่น การรับประกันสินค้า มีทีมดูแลหลังบ้านสำหรับการเปลี่ยนสินค้าที่สะดวกและรวดเร็ว ทำให้ Website สามารถขายสินค้าในราคาพรีเมี่ยมได้

3. สามารถเก็บข้อมูล นำข้อมูลไปวิเคราะห์ และพัฒนาต่อยอดได้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการดึงดูดลูกค้าใหม่ (Attract new customer) และรักษาลูกค้าเก่า (Retain Customer) ซึ่งอาจเป็นการเพิ่ม Conversion rate บน Website ได้ด้วย หากมีการเก็บข้อมูลและวางแผนวิเคราะห์ที่ครบครันในสินค้าแต่ละประเภท ทั้งนี้ Website ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถใส่รายละเอียดของสินค้าได้อย่างครบถ้วน โดยไม่มีข้อจำกัดในการใส่จำนวน ตัวอักษร รูปภาพ Animationsต่างๆ รวมถึงยังสามารถใส่รายละเอียดสินค้าในรูปแบบวีดีโอเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดี หรืออธิบายวิธีการใช้อย่างละเอียด และแสดงให้เห็นทุกมุมของสินค้าได้ด้วย สิ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ของ Website ได้มีดังนี้ :

• วางกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์นักช้อปที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ ซึ่งควรศึกษาพฤติกรรมความชอบของคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายและปรับใช้อย่างถูกต้องเพื่อเข้าถึงนักช้อปตัวจริงได้มากยิ่งขึ้น

• ทำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยสามารถสร้างคอนเทนต์ที่หลากหลายรูปแบบ อาจจะร่วมมือกับ Influencersเพื่อทำรีวิวสินค้าในแต่ละประเภท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักช้อปหรือทำคอนเทนต์ในรูปแบบวิดิโอเพื่ออธิบายรายละเอียด โชว์ Look & Feel หรือประสบการณ์การใช้สินค้าจริงก็ได้

• โฟกัสที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีบนWebsite โดยการใส่รีวิวสินค้า หรือมีการเปรียบเทียบสินค้าให้ดูจะทำให้นักช้อปสามารถสัมผัสประสบการณ์การการใช้สินค้าได้ดีที่สุด หรือแม้กระทั่งการมีพื้นที่ให้ลูกค้าแชทถามและมีเจ้าหน้าที่คอยตอบกลับได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

3 ปัจจัยในการทำ E-Marketplace เพื่อสร้างการเติบโต

1. การออกแบบ User Experience ที่ดี ทำให้นักช้อปตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก ง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น

• การค้นหาแบรนด์และเจอได้ง่าย

• เปรียบเทียบสินค้าระหว่างแบรนด์ได้

• มีรีวิวจากผู้ใช้งาน ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

• วางระบบกระตุ้นการซื้อ เช่น มีการแจ้งเตือนสินค้าในตะกร้ายังไม่ได้รับการชำระเงินหรือ Notifications ก่อนจะมี Flash Sale

• แสดงจำนวนสินค้าคงเหลือเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ

• ออกแบบ User Experience บนแอปมือถือที่ดี โดยเฉพาะการค้นหาสินค้าที่ต้องการ, เปรียบเทียบราคา,

เลือกสินค้าลงตะกร้า, การเซฟสิ่งที่นักช้อปถูกใจ, มีช่องทางการแชท เพื่อสร้างความสะดวกสบายต่อการเลือกซื้อสินค้า

• สามารถบันทึกข้อมูลบางส่วนเพื่อง่ายต่อการใช้งานครั้งถัดไป เช่น ที่อยู่ วิธีการชำระเงิน

2. สินค้าราคาถูกกว่าที่ซื้อจากร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นดีๆ อย่างเช่น cashback , flash saleซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มนักช้อปที่ตัดสินใจซื้อจากราคา (Price Sensitive)

3. ส่งเสริมกลยุทธ์ omni-channel strategy ของแบรนด์ ซึ่ง E-Marketplace ถือเป็นอีก1ช่องทางในการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆให้กับแบรนด์ได้

ดังนั้นคำถามที่ว่ามี E-Marketplace อย่างเดียวพอหรือไม่ ?

ถึงแม้ว่า E-Marketplace จะสะดวก ง่าย และสามารถสร้างยอดขายได้ทันทีแต่การมี E-Marketplace เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้เมื่อเทียบกับ Website อีกทั้งยังต้องมีการแข่งขันในด้านราคา เนื่องจากใน E-Marketplaceสามารถค้นหาสินค้าที่คล้ายกันได้ง่าย จำนวนคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกันแต่ราคาถูกกว่ามีค่อนข้างสูงจนต้องยอมลดราคาลง และบางทีก็ลดคุณภาพของสินค้าลงเพื่อให้ราคานั้นสามารถสู้กับคู่แข่งได้นอกจากนี้ใน E-Marketplace ไม่สามารถเก็บฐานข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนไปวิเคราะห์ความต้องการต่อได้ ทำให้ยากต่อการนำเสนอสินค้าที่อาจตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง เนื่องจากการขายบน E-Marketplace เป็นเพียงการไปฝากร้านค้าบนแพลทฟอร์มที่เป็นแค่ช่องหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้ประกอบการถึงควรพัฒนาทั้ง Websiteของแบรนด์ และ E-Marketplace ควบคู่กันไป เพื่อสร้างกลยุทธ์ให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงจุด และตรงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อีกด้วย

อ้างอิง
https://predictive.co.th/blog/brand-website-vs-marketplace/?fbclid=IwAR0yEpkVz5fd6qUGLozoQlGH8YP8XT6RN_V5xrDgf_eqgFQrh5aq0Y8zMcA

บทความอื่นๆ

20 นิสัยเล็กน้อย เปลี่ยนคุณให้สำเร็จตลอดชีวิตได้

วิธีง่ายๆที่ไม่คิกว่าเปลี่ยนเเล้ว...

เทคนิคลดต้นทุนธุรกิจให้อยู่รอดแม้เกิดวิกฤต

หากธุรกิจของผู้ประกอบการมี........

รู้จักกับ “ริเน็น” ปรัชญาธุรกิจญี่ปุ่น ที่ทำให้กิจการยั่งยืนเกิน 100 ปี

ในจำนวนบริษัทอายุเกินร้อยปี 5,586.......

5 ทริค สะกิดความคิดสร้างสรรค์

เราจะคิดงานหรือสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ......

ดูบทความอื่นๆ